มาถึงตอนนี้ ผมคิดว่าหลายๆคนคงมีธุรกิจในดวงใจกันแล้วใช่มั๊ยครับ คราวนี้เรามาลองดูมุมมองในการเลือกธุรกิจที่จะเป็นเจ้าของกันครับ
1. เลือกธุรกิจที่มีความชอบ ความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนครับ คนเราเมื่อชอบและมีใจรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ย่อมที่จะให้การปฏิบัติต่อสิ่งที่เราชอบนั้น เกิดจากภายในจิตใจของเราเอง การทำธุรกิจที่เราชอบก็มีข้อดีหลายอย่างด้วยกันครับ อย่างน้อยเราก็มีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ส่วนรายได้นั้น บางคนอาจถือว่าเป็นผลพลอยได้ด้วยซ้ำไป หรือแม้กระทั่งบางท่าน อาศัยงานอดิเรก ทำในสิ่งที่ชอบและก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมา จนบางครั้งอาจจะมากกว่ารายได้ประจำที่ทำอยู่ก็มี
2. เลือกธุรกิจที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น หลายๆท่านอาจจะยังจำกันได้กับกระแสจตุคามรามเทพ ในช่วงนั้นใครที่ลงมือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้ เรียกได้ว่ากระเป๋าตุงกันไปหลายคนทีเดียวครับ การเลือกธุรกิจแบบนี้มีข้อดีคือ เราสามารถเก็บเกี่ยวความสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะในช่วงที่กำลังมีกระแสฟีเวอร์นั้น คนเราจะใช้จ่ายกันอย่างไม่รู้ตัวเองหรอกครับ บางครั้งซื้อมาเพราะไม่อยากตกยุค แต่พอเอามาที่บ้านแล้ว กลับวางโชว์ไว้เฉยๆก็มี แต่ข้อเสียก็มีนะครับ คือว่าเราต้องปรับตัวให้เร็วและมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น เพราธุรกิจที่เกิดและดับตามกระแสนั้น มีระยะเวลาค่อนข้างสั้น มาเร็ว มาแรง แล้วก็ไปเร็วเหมือนกันครับ ใครที่จะเลือกแบบนี้ก็ระวังตัวให้ดีหน่อยแล้วกัน แต่ถึงอย่างไรก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงครับ
3. ธุรกิจมืด (Grey Market) ประเภทนี้เข้าข่ายใช้อิทธิพลในการดำเนินธุรกิจแล้วครับ (Selling by Force) ยกตัวอย่างก็ประเภทพวกบังคับซื้อนั่นแหละครับ เจ้านายขายให้ลูกน้อง ลูกน้องจำใจซื้อ อะไรประมาณนั้น ก็แล้วแต่คุณๆว่ามีพาวเวอร์กันแค่ไหน แต่ส่วนมากคนทำธุรกิจประเภทนี้เค้าคงควยกันอยู่แล้วแหละครับ ที่มาทำนี่ก็คงหาเศษเงินใช้เท่านั้นแหละ
เป็นไงบ้างครับสำหรับธุรกิจที่เล่ามา ไม่ใช่ว่ามีแค่นี้นะครับ เพียงแต่ว่าผมนึกออกเท่านี้ ถ้ามีเพิ่มเติมจะเอามาเล่าสู่กันฟังวันหลังครับ ส่วนตัวเราชอบแบบไหนก็เลือกทำไปเถอะครับ ขออย่าให้เดือร้อนคนอื่นก็พอแล้ว
: P
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ประเมินความอยู่รอดของธุรกิจ !!! ดูให้รู้ ทำให้เป็น
หลังจาก เริ่มทำกิจการไปได้สักพักนึง ผมคิดว่าเราคงต้องประเมินความอยู่รอดของธุรกิจของเรากันซักหน่อยนะครับ ว่าเราควรจะลงทุนเพิ่ม หรือลดขนาดกิจการ หรือแม้กระทั่งถอนตัวออกจากวงการ เพราะถึงแม้ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะขายดี แต่อาจเป็นเพียงภาพหลอกตาในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
ดังนั้น การหยุด ขยาย หรือล้มเลิกกิจการ ก่อนที่จะสูยเสียอะไรไปมากกว่านี้ ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความอยู่รอดของธุรกิจ โดยตัวเจ้าของเองนั่นแหละครับ (ถ้าตัวเองไม่ประเมิน แล้วใครจะมาประเมินให้เล่า ก็เรานี่แหละ ที่รู้ดีที่สุดนี่นา : --) โดยช่วงแรกๆที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ อาจจะประเมินถี่หน่อยก็ได้ครับ โดยส่วนมากแล้วก็เดือนละครั้ง เมื่อธุรกิจเราเติบโตซักระยะหนึ่ง ก็อาจขยายช่วงเวลาเป็น 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง หรือปีละครั้งก็ได้
ต่อไปนี้ก็เป็นบทความที่นำมาฝากอีกเช่นเคยครับ
เขียนโดย เรวัต ตันตยานนท์ http://www.bangkokbizweek.com
ลองอ่านดูครับ
ประเมิน "ความอยู่รอด"
เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความเป็นความตาย หรือความอยู่รอดปลอดภัยของธุรกิจของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจมุ่งทำแต่ธุรกิจแบบเดินหน้าไปอย่างเดียว ไม่สนใจกับส่วนประกอบหรือสภาวะแวดล้อมด้านต่างๆ ของธุรกิจ ก็อาจทำให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความเสี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว
การหันกลับมาประเมินตนเองและประเมินสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นระยะๆ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้มีโอกาสตั้งหลัก หันกลับมามองเส้นทางที่ธุรกิจได้เดินทางผ่านมา และเตรียมการวางแผนเพื่อกำหนดอนาคตของธุรกิจให้เดินไปในทิศทางที่ต้องการ อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้
หากเจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นในการประเมินตนเองและประเมินธุรกิจของตนอย่างไรดี ก็อาจลองเริ่มต้นจากการสำรวจในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ดู
1. สถานภาพของธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เจ้าของหรือผู้ประกอบการมองเห็นภาพหรือไม่ว่าปัจจุบันกำลังอยู่ในธุรกิจอะไร มียอดขายโดยเฉลี่ยเท่าไร ยอดขายหลักมาจากไหน มีกำไรมากน้อยเพียงไร กำไรส่วนใหญ่มาจากไหน
คำถามเหล่านี้ จะทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการทราบว่า ในธุรกิจของเรา มีสินค้าหรือบริการตัวไหนที่เป็นพระเอก พระรอง หรือ ตัวไหนที่เป็นตัวฉุด
การทำธุรกิจในปัจจุบันมักจะมีกลยุทธ์ลูกเล่นและทางเลือกต่างๆ มากมาย เช่น การทำร้านอาหาร อาจไม่ได้มุ่งหวังไปที่ยอดขายอาหาร แต่รายได้หลักอาจมาจากบริการอื่นๆ ก็ได้
นอกจากนี้ การตรวจประเมินสภาพของธุรกิจ ยังอาจต้องดูไปถึงการบริหารจัดการในเรื่องสภาพคล่องของธุรกิจอีกด้วย โดยเฉพาะในการบริหารลูกหนี้และเจ้าหนี้ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถมีกระแสเงิน สดหมุนเวียนมาใช้ได้โดยคล่องไม่ติดขัด
2. กลยุทธ์การตลาดที่ใช้อยู่
หัวข้อที่เจ้าของหรือผู้ประกอบการต้องประเมินเกี่ยวกับความอยู่รอดของธุรกิจ ของตนเองในประเด็นต่อไปได้แก่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและกลยุทธ์การ ตลาด โดยการทบทวนว่า
ทบทวนขนาดของตลาดของสินค้าของเราว่ามีแนวโน้มเติบโตมากน้อยเพียงใด
ทำเลที่ตั้งของธุรกิจยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ จำเป็นต้องเตรียมการขยับขยายหรือโยกย้ายอย่างไรหรือไม่
กลุ่มเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะลักษณะที่เกี่ยวกับ อายุ เพศ รายได้ และ รสนิยม เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยกำหนดไว้หรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด
วงจรชีวิตของสินค้า ยังอยู่ในช่วงชีวิตเดิม หรือ กำลังเติบโตไปสู่ช่วงชีวิตถัดไปแล้ว
วิธีการส่งเสริมการขายที่ใช้อยู่ ยังมีความเหมาะสมหรือไม่ ยังทำงานได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ เช่น กลยุทธ์ ของแถม การลดราคา ชิงรางวัล สะสมยอด บริการจัดส่งฟรี ฯลฯ
วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ใช้อยู่ ยังให้ผลดีตามต้องการหรือไม่ และวิธีใดที่น่าจะให้ผลดีที่สุด เช่น จดหมายถึงลูกค้าโดยตรง โฆษณาหนังสือพิมพ์ โฆษณาในวารสารหรือนิตยสาร สมุดหน้าเหลือง สปอตวิทยุ หรือ โทรทัศน์ เป็นต้น
3. ราคาสินค้า
ระดับราคาสินค้าในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด วิธีการตั้งราคาที่เคยใช้อยู่เหมาะสมอยู่หรือไม่ สมควรเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่
เจ้าของหรือผู้ประกอบการต้องอย่าลืมความสำคัญของการตั้งราคา เนื่องจากราคาสินค้าจะเป็นตัวที่จะทำให้เรามีความสามารถในการสร้างกำไรได้ และยังเป็นตัวกำหนดภาพลักษณ์หรือตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งด้วย
4. ตัวสินค้าและการผลิต
สินค้าของเราได้รับการพัฒนาอย่างไรหรือไม่ ทั้งในด้านของการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น รูปลักษณ์ทันสมัยขึ้น หรือ การใช้งานที่สะดวกมากขึ้นหรือใช้งานได้เพิ่มเติมหลากหลายมากขึ้น
บรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ฉลาก เคยได้รับการพัฒนาหรือไม่ หรือยังคงรูปแบบดั้งเดิมอยู่
มีสินค้าใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ สินค้าใหม่ได้รับความนิยมมากน้อยอย่างไร
หากมีการผลิตสินค้าเอง การบริหารจัดการการผลิตมีพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง
มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ในกระบวนการผลิตหรือไม่
ต้องดำเนินการผลิตตามมาตรฐานบังคับหรือไม่ หากต้องผลิตตามมาตรฐาน มีปัญหาในการทำให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานหรือไม่
มีการบริหารปัจจัยการผลิตอย่างไรหรือไม่ มีการตัดแบ่งงานให้บุคคลภายนอกเพื่อช่วยงานผลิตหรือไม่
จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตร หรือ การลอกเลียนแบบการผลิตหรือไม่
5. ลูกค้าและคู่แข่ง
ลูกค้าและคู่แข่ง เปรียบเสมือนปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่จะมีผลโดยตรงต่อการสร้างผลกำไรให้กับ ธุรกิจ ซึ่งก็หมายถึงความอยู่รอดและความสามารถของธุรกิจที่จะเติบโตขยายตัวต่อไปได้ ในอนาคต
หัวข้อที่ควรทบทวนหรือประเมินเกี่ยวกับลูกค้าและคู่แข่ง ได้แก่
เรารู้จักลูกค้าของเราหรือไม่ ในแง่มุมที่ว่า ลูกค้ามีความต้องการที่จะซื้ออะไร ทำไมจึงซื้อ ลูกค้าเลือกที่จะไปซื้อที่ไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับบริการอย่างไรทั้งก่อนและหลังการขายอย่างไร
เราสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ดีแค่ไหน เรามีการวัดระดับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างไรหรือไม่
เราจะทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่แตกต่าง และดีขึ้น ได้อย่างไร
เรามีลูกค้ารายใหม่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ลูกค้ารายใหม่เป็นใคร มาจากไหน
คู่แข่งรายใหญ่ของเราคือใคร และคู่แข่งอื่นๆ กำลังทำอะไรอยู่
คู่แข่งทางตรง คู่แข่งทางอ้อม และ สินค้าทดแทน มีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจของเราทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
6. การบริหารจัดการธุรกิจ
การบริหารจัดการภายในบ้านหรือหลังบ้านของธุรกิจ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความพร้อมที่ ธุรกิจจะเติบโตไปอย่างมั่นคง
ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ เรื่องของระบบบัญชีและการเงิน การบริหารจัดการคน และการพัฒนาคน เป็นต้น
ตัวอย่างของเรื่องที่ควรนำมาทบทวน เช่น
สถานะทางการเงินของกิจการเป็นอย่างไร เจ้าของหรือผู้ประกอบการให้ความสนใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด อย่างไรหรือไม่ สามารถนำงบการเงินมาใช้ในการวางแผนธุรกิจหรือไม่
จุดคุ้มทุนของธุรกิจอยู่ที่ไหน มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
รายจ่ายในแต่ละเดือนรายการไหนที่สูงที่สุด และมีสถิติเปลี่ยนแปลงอย่างไร
กฎระเบียบในการว่าจ้างพนักงาน การรับพนักงานใหม่ การเลื่อนตำแหน่งงาน การปรับเงินเดือน ฯลฯ มีไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
กิจการเคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติของพนักงาน ปัญหาแรงงานสัมพันธ์ หรือ ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานหรือไม่ จะวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาได้อย่างไร
พนักงานหรือผู้บริหารเคยได้รับการอบรมความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่ต้อง ทำหรือไม่ ทราบหรือไม่ว่าที่ไหนจะมีการอบรมเรื่องอะไร หรือ จะไปรับการอบรมได้ที่ไหน
ฯลฯ
หัวข้อการประเมินเหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่ผมได้รวบรวมมาไว้สำหรับเจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ ต้องการจะสำรวจหรือประเมินจุดแข็งจุดด้อยของตนเองและกิจการว่าจะสามารถยืน หยัดอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจเช่นในปัจจุบันนี้
หวังว่ากระจกเงาบานนี้ คงจะสะท้อนภาพธุรกิจปัจจุบันและในอนาคตของท่านได้ชัดเจนไม่มากก็น้อย
ดังนั้น การหยุด ขยาย หรือล้มเลิกกิจการ ก่อนที่จะสูยเสียอะไรไปมากกว่านี้ ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความอยู่รอดของธุรกิจ โดยตัวเจ้าของเองนั่นแหละครับ (ถ้าตัวเองไม่ประเมิน แล้วใครจะมาประเมินให้เล่า ก็เรานี่แหละ ที่รู้ดีที่สุดนี่นา : --) โดยช่วงแรกๆที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ อาจจะประเมินถี่หน่อยก็ได้ครับ โดยส่วนมากแล้วก็เดือนละครั้ง เมื่อธุรกิจเราเติบโตซักระยะหนึ่ง ก็อาจขยายช่วงเวลาเป็น 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง หรือปีละครั้งก็ได้
ต่อไปนี้ก็เป็นบทความที่นำมาฝากอีกเช่นเคยครับ
เขียนโดย เรวัต ตันตยานนท์ http://www.bangkokbizweek.com
ลองอ่านดูครับ
ประเมิน "ความอยู่รอด"
เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความเป็นความตาย หรือความอยู่รอดปลอดภัยของธุรกิจของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจมุ่งทำแต่ธุรกิจแบบเดินหน้าไปอย่างเดียว ไม่สนใจกับส่วนประกอบหรือสภาวะแวดล้อมด้านต่างๆ ของธุรกิจ ก็อาจทำให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความเสี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว
การหันกลับมาประเมินตนเองและประเมินสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นระยะๆ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้มีโอกาสตั้งหลัก หันกลับมามองเส้นทางที่ธุรกิจได้เดินทางผ่านมา และเตรียมการวางแผนเพื่อกำหนดอนาคตของธุรกิจให้เดินไปในทิศทางที่ต้องการ อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้
หากเจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นในการประเมินตนเองและประเมินธุรกิจของตนอย่างไรดี ก็อาจลองเริ่มต้นจากการสำรวจในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ดู
1. สถานภาพของธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เจ้าของหรือผู้ประกอบการมองเห็นภาพหรือไม่ว่าปัจจุบันกำลังอยู่ในธุรกิจอะไร มียอดขายโดยเฉลี่ยเท่าไร ยอดขายหลักมาจากไหน มีกำไรมากน้อยเพียงไร กำไรส่วนใหญ่มาจากไหน
คำถามเหล่านี้ จะทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการทราบว่า ในธุรกิจของเรา มีสินค้าหรือบริการตัวไหนที่เป็นพระเอก พระรอง หรือ ตัวไหนที่เป็นตัวฉุด
การทำธุรกิจในปัจจุบันมักจะมีกลยุทธ์ลูกเล่นและทางเลือกต่างๆ มากมาย เช่น การทำร้านอาหาร อาจไม่ได้มุ่งหวังไปที่ยอดขายอาหาร แต่รายได้หลักอาจมาจากบริการอื่นๆ ก็ได้
นอกจากนี้ การตรวจประเมินสภาพของธุรกิจ ยังอาจต้องดูไปถึงการบริหารจัดการในเรื่องสภาพคล่องของธุรกิจอีกด้วย โดยเฉพาะในการบริหารลูกหนี้และเจ้าหนี้ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถมีกระแสเงิน สดหมุนเวียนมาใช้ได้โดยคล่องไม่ติดขัด
2. กลยุทธ์การตลาดที่ใช้อยู่
หัวข้อที่เจ้าของหรือผู้ประกอบการต้องประเมินเกี่ยวกับความอยู่รอดของธุรกิจ ของตนเองในประเด็นต่อไปได้แก่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและกลยุทธ์การ ตลาด โดยการทบทวนว่า
ทบทวนขนาดของตลาดของสินค้าของเราว่ามีแนวโน้มเติบโตมากน้อยเพียงใด
ทำเลที่ตั้งของธุรกิจยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ จำเป็นต้องเตรียมการขยับขยายหรือโยกย้ายอย่างไรหรือไม่
กลุ่มเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะลักษณะที่เกี่ยวกับ อายุ เพศ รายได้ และ รสนิยม เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยกำหนดไว้หรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด
วงจรชีวิตของสินค้า ยังอยู่ในช่วงชีวิตเดิม หรือ กำลังเติบโตไปสู่ช่วงชีวิตถัดไปแล้ว
วิธีการส่งเสริมการขายที่ใช้อยู่ ยังมีความเหมาะสมหรือไม่ ยังทำงานได้ผลตามที่คาดไว้หรือไม่ เช่น กลยุทธ์ ของแถม การลดราคา ชิงรางวัล สะสมยอด บริการจัดส่งฟรี ฯลฯ
วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ใช้อยู่ ยังให้ผลดีตามต้องการหรือไม่ และวิธีใดที่น่าจะให้ผลดีที่สุด เช่น จดหมายถึงลูกค้าโดยตรง โฆษณาหนังสือพิมพ์ โฆษณาในวารสารหรือนิตยสาร สมุดหน้าเหลือง สปอตวิทยุ หรือ โทรทัศน์ เป็นต้น
3. ราคาสินค้า
ระดับราคาสินค้าในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด วิธีการตั้งราคาที่เคยใช้อยู่เหมาะสมอยู่หรือไม่ สมควรเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่
เจ้าของหรือผู้ประกอบการต้องอย่าลืมความสำคัญของการตั้งราคา เนื่องจากราคาสินค้าจะเป็นตัวที่จะทำให้เรามีความสามารถในการสร้างกำไรได้ และยังเป็นตัวกำหนดภาพลักษณ์หรือตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งด้วย
4. ตัวสินค้าและการผลิต
สินค้าของเราได้รับการพัฒนาอย่างไรหรือไม่ ทั้งในด้านของการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น รูปลักษณ์ทันสมัยขึ้น หรือ การใช้งานที่สะดวกมากขึ้นหรือใช้งานได้เพิ่มเติมหลากหลายมากขึ้น
บรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ฉลาก เคยได้รับการพัฒนาหรือไม่ หรือยังคงรูปแบบดั้งเดิมอยู่
มีสินค้าใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ สินค้าใหม่ได้รับความนิยมมากน้อยอย่างไร
หากมีการผลิตสินค้าเอง การบริหารจัดการการผลิตมีพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง
มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ในกระบวนการผลิตหรือไม่
ต้องดำเนินการผลิตตามมาตรฐานบังคับหรือไม่ หากต้องผลิตตามมาตรฐาน มีปัญหาในการทำให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานหรือไม่
มีการบริหารปัจจัยการผลิตอย่างไรหรือไม่ มีการตัดแบ่งงานให้บุคคลภายนอกเพื่อช่วยงานผลิตหรือไม่
จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตร หรือ การลอกเลียนแบบการผลิตหรือไม่
5. ลูกค้าและคู่แข่ง
ลูกค้าและคู่แข่ง เปรียบเสมือนปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่จะมีผลโดยตรงต่อการสร้างผลกำไรให้กับ ธุรกิจ ซึ่งก็หมายถึงความอยู่รอดและความสามารถของธุรกิจที่จะเติบโตขยายตัวต่อไปได้ ในอนาคต
หัวข้อที่ควรทบทวนหรือประเมินเกี่ยวกับลูกค้าและคู่แข่ง ได้แก่
เรารู้จักลูกค้าของเราหรือไม่ ในแง่มุมที่ว่า ลูกค้ามีความต้องการที่จะซื้ออะไร ทำไมจึงซื้อ ลูกค้าเลือกที่จะไปซื้อที่ไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับบริการอย่างไรทั้งก่อนและหลังการขายอย่างไร
เราสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ดีแค่ไหน เรามีการวัดระดับความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างไรหรือไม่
เราจะทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่แตกต่าง และดีขึ้น ได้อย่างไร
เรามีลูกค้ารายใหม่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ลูกค้ารายใหม่เป็นใคร มาจากไหน
คู่แข่งรายใหญ่ของเราคือใคร และคู่แข่งอื่นๆ กำลังทำอะไรอยู่
คู่แข่งทางตรง คู่แข่งทางอ้อม และ สินค้าทดแทน มีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจของเราทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
6. การบริหารจัดการธุรกิจ
การบริหารจัดการภายในบ้านหรือหลังบ้านของธุรกิจ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความพร้อมที่ ธุรกิจจะเติบโตไปอย่างมั่นคง
ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ เรื่องของระบบบัญชีและการเงิน การบริหารจัดการคน และการพัฒนาคน เป็นต้น
ตัวอย่างของเรื่องที่ควรนำมาทบทวน เช่น
สถานะทางการเงินของกิจการเป็นอย่างไร เจ้าของหรือผู้ประกอบการให้ความสนใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด อย่างไรหรือไม่ สามารถนำงบการเงินมาใช้ในการวางแผนธุรกิจหรือไม่
จุดคุ้มทุนของธุรกิจอยู่ที่ไหน มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
รายจ่ายในแต่ละเดือนรายการไหนที่สูงที่สุด และมีสถิติเปลี่ยนแปลงอย่างไร
กฎระเบียบในการว่าจ้างพนักงาน การรับพนักงานใหม่ การเลื่อนตำแหน่งงาน การปรับเงินเดือน ฯลฯ มีไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
กิจการเคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติของพนักงาน ปัญหาแรงงานสัมพันธ์ หรือ ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานหรือไม่ จะวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาได้อย่างไร
พนักงานหรือผู้บริหารเคยได้รับการอบรมความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่ต้อง ทำหรือไม่ ทราบหรือไม่ว่าที่ไหนจะมีการอบรมเรื่องอะไร หรือ จะไปรับการอบรมได้ที่ไหน
ฯลฯ
หัวข้อการประเมินเหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่ผมได้รวบรวมมาไว้สำหรับเจ้าของหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ ต้องการจะสำรวจหรือประเมินจุดแข็งจุดด้อยของตนเองและกิจการว่าจะสามารถยืน หยัดอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจเช่นในปัจจุบันนี้
หวังว่ากระจกเงาบานนี้ คงจะสะท้อนภาพธุรกิจปัจจุบันและในอนาคตของท่านได้ชัดเจนไม่มากก็น้อย
ทำอย่างไรธุรกิจอยู่รอด :)
วันนี้ผมมีบทความที่น่าสนใจสำหรับคนที่จะเริ่มเป็นเถ้าแก่น้อย (อายุงานน้อยแต่อายุตัวอาจจะน้อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ :P) มาฝากกันครับ ทำไมนะเหรอ ก็เพราะว่า ก่อนจะทำอะไรทั้งหลายก็ตาม เราลองมาฟังความคิดเห็นหรือทัศนคติของผู้เชี่ยวชาญกันก่อนก็ดีครับ เวลาล้มจะได้ไม่เจ็บ
ต่อไปนี้เป็นบทความนะครับ จากผู้จัดการออนไลน์
ธุรกิจใหม่ มักไม่รอดเกิน 2 ปีแรกที่จัดตั้ง ไม่ว่าจะล้มเพราะ ทำไป ทำไป มองไม่เห็นกำไร หรือเพราะผู้ประกอบการเกิด "ถอดใจ" ไปเสียก่อน
ทำธุรกิจใหม่ ถอดด้าม จะว่า ง่าย ก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยาก ความล้มเหลว หรือการตัดสินใจพลาดพลั้ง เป็นเรื่องปกติมาก ๆ บางที ผู้ประกอบการใจเสาะบางท่าน (อย่างดิฉัน) อาจจะเสียใจ ท้อแท้ จนต้องเสียน้ำตาเลยก็มี
เพราะการทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเปิดร้านกาแฟ ร้านสปา ร้านเดียว แต่การทำธุรกิจ คือการสร้างระบบ สร้างหนทางที่จะสามารถสร้างรายได้ สร้างความร่ำรวยกับเราได้
สำหรับผู้ประกอบการตัวจริง เสียงจริง ที่ไม่ท้อถอย วันนี้ ดิฉันมีเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ให้อยู่รอด ให้ผ่านช่วงปีแรก สองปีแรกไปได้อย่างสง่างาม และเป็นรากฐานที่ดี สำหรับปีต่อ ๆ ไป
1. "แค่อยากทำ" คงไม่พอ
แค่อยากทำ มัน ๆ หรือคิดว่า เรามีความรู้ทางด้านดั่งกล่าว เช่น ด้านการออกแบบ ทำหนัง การเต้นรำ การทำงานด้าน organizer แล้วมองว่า เราน่าจะเปิดบริษัททำได้ แค่นี้ ไม่พอหรอกค่ะ เยอะแยะที่ดิฉันเห็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านอย่างนั้น มาเปิดธุรกิจ แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน
นั่นเป็นเพราะ ความรู้ทางด้านการจัดการ ด้านการตลาด การ "รู้จัก" คนที่ควรรู้จักในแวดวงนั้น ๆ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้ความรู้เฉพาะด้าน เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะหลายต่อหลายครั้ง เช่น เจ้าของธุรกิจอาหารอิตาเลี่ยน อาจจะทำอาหารไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เจ้าขององค์กรออกแบบ อาจจะออกแบบได้ไม่เก่งเท่าลูกน้อง แต่นั่นไม่สำคัญเท่า ความสามารถในการรวบรวม จัดทำแผนงาน เพื่อให้เกิดเป็นธุรกิจทำเงินได้
2. You are big since day 1
ถึงจะพึ่งเริ่ม แต่ผู้ประกอบการควรที่จะมี Vision ที่ก้าวไกล ถึงแม้จะเริ่มเล็ก แต่เราก็ควรที่จะมีเป้าหมายที่ใหญ่โต รออยู่เบื้องหน้า เราจะต้องมุ่งหวังกับสิ่งที่ดีที่สุด กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จริงอยู่ ถึงแม้เราไม่ควรที่จะลงทุนกับออฟฟิศที่หรูหรา หรือสิ่งพิมพ์ราคาแพง แต่เราก็ควรที่จะ ลงทุนกับสิ่งนี้บ้าง การมี โลโก้หรือสิ่งพิมพ์ขององค์กรที่ดูดี น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งที่ควรทำ ดิฉันเชื่อมั่นว่า ของดี ไม่จำเป็นต้องแพง ออฟฟิศถึงจะเล็ก แต่ก็สามารถดูดี มี สไตล์ ได้
3. จ้างคนเก่ง
คนเก่ง อาจจะแพง แต่ก็คุ้มในระยะยาว ดีกว่า เอาคนระดับกลางๆ หรือ ไม่แพงมาก แต่ทำให้งานของเรา ผิดพลาด หรือไม่สามารถมีมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ เมื่อจ้างคนเก่ง ผู้ประกอบการจะต้องใช้ความสามารถของเขาให้สามารถเพิ่มมูลค้าให้กับองค์กรของ เรา ให้เขาสามารถแนะนำในเรื่องที่เราไม่ถนัด การมีคนเก่ง รู้งาน อยู่ใกล้ ๆ จะสามารถทำให้องค์กรของคุณ ไปได้ไกล ได้เร็ว และมีกำไรมากขึ้น
จริงอยู่ เมื่อเริ่มสร้างธุรกิจ คุณอยากที่จะประหยัดทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่การลงทุนเรื่องของคน เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะธุรกิจ เดินได้ด้วยคนนะคะ
สำหรับองค์กรใหม่ ๆ จริงอยู่ คนเก่งอาจจะมองไม่เห็น หรือไม่อยากมาทำ "การซื้อใจ" เป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะคะ เราต้องใช้เสน่ห์ขององค์กรเล็ก มาซื้อใจ พวกเขาเหล่านั้น ให้คำสัญญาถึงการที่จะเติบโตไปด้วยกัน ให้พวกเขาได้แสดงความสามารถในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ทำให้พวกเขาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรา และได้ร่วมสร้างองค์กรไปกับพวกเรา
4. อย่าใช้เงินในเรื่องไม่จำเป็น
ขอถ้าขอได้ ยืมหากยืมได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้เงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุด (เฉพาะในสิ่งที่ไม่จำเป็นนะคะ) เราไม่ต้องการสิ่งของเลิศหรู เราแค่อยากได้สิ่งของที่ดูดี มี สไตล์ และอยู่ในราคาที่เหมาะสม ของเก่า ๆ บางชิ้น ก็ดูดีได้นะคะ เมื่อเราเริ่มต้นทำธุรกิจ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด แต่สำหรับเรื่องของลูกน้อง และลูกค้า อย่าขี้เหนียวกับพวกเขานะคะ
ยกตัวอย่างเช่น การ PR การทำโฆษณา เราก็สามารถที่จะทำได้ ลองดูว่าองค์กรที่มีงบมาก ๆ เขาทำกันอย่างไร แล้วลองทำเองได้นะคะ และอย่าดูถูกฝีมือของเด็กจบใหม่ เด็กฝึกงาน พวกเขาทำอะไรได้เยอะมาก ๆ โดยที่เราอาจจะนึกไม่ถึงเลยก็ได้
ดิฉันจำได้ว่า ตอนที่เริ่มงานใหม่ ๆ ในองค์กรใหญ่ ใช้เงินไม่เคยคิดเลย อยากได้ก็ซื้อ แต่พอมาทำธุรกิจของตัวเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่า วิถีการใช้เงิน จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดิฉันกลายเป็นคนที่คิดเยอะขึ้น เมื่อรู้ว่า เงินมันหายากขนาดไหน กลายเป็นว่า นิสัยซื้อของไม่คิด หายไปเลย แต่เรื่องของลูกน้อง และลูกค้า อย่าไปประหยัดนะคะ
5. รักษาชื่อเสียง ให้คนซื้อซ้ำ
ยิ่งองค์กรยิ่งเล็ก เรายิ่งต้อง ปกป้องชื่อเสียงของเรายิ่งชีวิต ขาดทุน ดีกว่าเสียชื่อนะคะ ทำให้คนพูดถึงในแง่ดี ว่าเรารับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ การแนะนำ นี่แหละหนทางแห่งการเติบใหญ่
มากไปกว่านั้น การทำให้ลูกค้าประทับใจ จากการให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ สร้างความพิเศษที่แตกต่างให้กับลูกค้า แถมบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของคุณที่ไม่ได้สร้างค่าใช้จ่ายเพิ่ม ให้กับคุณมากนัก สิ่งง่ายๆ เหล่านี้ อาจจะทำให้คุณชนะคู่แข่งใส ๆ เลยก็ได้ เช่นหากคุณทำอาหารญี่ปุ่น การเสริฟ์ ชาเขียวร้อนฟรีให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่มาทานที่ร้าน ในขณะที่ร้านคู่แข่งของคุณ ต้องซื้อเพิ่ม จริงอยู่ การทำเช่นนี้ จะทำให้เสียรายได้ไปบ้าง แต่ก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ชนะใจที่ทำให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งได้
ต่อไปนี้เป็นบทความนะครับ จากผู้จัดการออนไลน์
ธุรกิจใหม่ มักไม่รอดเกิน 2 ปีแรกที่จัดตั้ง ไม่ว่าจะล้มเพราะ ทำไป ทำไป มองไม่เห็นกำไร หรือเพราะผู้ประกอบการเกิด "ถอดใจ" ไปเสียก่อน
ทำธุรกิจใหม่ ถอดด้าม จะว่า ง่าย ก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยาก ความล้มเหลว หรือการตัดสินใจพลาดพลั้ง เป็นเรื่องปกติมาก ๆ บางที ผู้ประกอบการใจเสาะบางท่าน (อย่างดิฉัน) อาจจะเสียใจ ท้อแท้ จนต้องเสียน้ำตาเลยก็มี
เพราะการทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเปิดร้านกาแฟ ร้านสปา ร้านเดียว แต่การทำธุรกิจ คือการสร้างระบบ สร้างหนทางที่จะสามารถสร้างรายได้ สร้างความร่ำรวยกับเราได้
สำหรับผู้ประกอบการตัวจริง เสียงจริง ที่ไม่ท้อถอย วันนี้ ดิฉันมีเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ให้อยู่รอด ให้ผ่านช่วงปีแรก สองปีแรกไปได้อย่างสง่างาม และเป็นรากฐานที่ดี สำหรับปีต่อ ๆ ไป
1. "แค่อยากทำ" คงไม่พอ
แค่อยากทำ มัน ๆ หรือคิดว่า เรามีความรู้ทางด้านดั่งกล่าว เช่น ด้านการออกแบบ ทำหนัง การเต้นรำ การทำงานด้าน organizer แล้วมองว่า เราน่าจะเปิดบริษัททำได้ แค่นี้ ไม่พอหรอกค่ะ เยอะแยะที่ดิฉันเห็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านอย่างนั้น มาเปิดธุรกิจ แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน
นั่นเป็นเพราะ ความรู้ทางด้านการจัดการ ด้านการตลาด การ "รู้จัก" คนที่ควรรู้จักในแวดวงนั้น ๆ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้ความรู้เฉพาะด้าน เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะหลายต่อหลายครั้ง เช่น เจ้าของธุรกิจอาหารอิตาเลี่ยน อาจจะทำอาหารไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เจ้าขององค์กรออกแบบ อาจจะออกแบบได้ไม่เก่งเท่าลูกน้อง แต่นั่นไม่สำคัญเท่า ความสามารถในการรวบรวม จัดทำแผนงาน เพื่อให้เกิดเป็นธุรกิจทำเงินได้
2. You are big since day 1
ถึงจะพึ่งเริ่ม แต่ผู้ประกอบการควรที่จะมี Vision ที่ก้าวไกล ถึงแม้จะเริ่มเล็ก แต่เราก็ควรที่จะมีเป้าหมายที่ใหญ่โต รออยู่เบื้องหน้า เราจะต้องมุ่งหวังกับสิ่งที่ดีที่สุด กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จริงอยู่ ถึงแม้เราไม่ควรที่จะลงทุนกับออฟฟิศที่หรูหรา หรือสิ่งพิมพ์ราคาแพง แต่เราก็ควรที่จะ ลงทุนกับสิ่งนี้บ้าง การมี โลโก้หรือสิ่งพิมพ์ขององค์กรที่ดูดี น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งที่ควรทำ ดิฉันเชื่อมั่นว่า ของดี ไม่จำเป็นต้องแพง ออฟฟิศถึงจะเล็ก แต่ก็สามารถดูดี มี สไตล์ ได้
3. จ้างคนเก่ง
คนเก่ง อาจจะแพง แต่ก็คุ้มในระยะยาว ดีกว่า เอาคนระดับกลางๆ หรือ ไม่แพงมาก แต่ทำให้งานของเรา ผิดพลาด หรือไม่สามารถมีมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ เมื่อจ้างคนเก่ง ผู้ประกอบการจะต้องใช้ความสามารถของเขาให้สามารถเพิ่มมูลค้าให้กับองค์กรของ เรา ให้เขาสามารถแนะนำในเรื่องที่เราไม่ถนัด การมีคนเก่ง รู้งาน อยู่ใกล้ ๆ จะสามารถทำให้องค์กรของคุณ ไปได้ไกล ได้เร็ว และมีกำไรมากขึ้น
จริงอยู่ เมื่อเริ่มสร้างธุรกิจ คุณอยากที่จะประหยัดทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่การลงทุนเรื่องของคน เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะธุรกิจ เดินได้ด้วยคนนะคะ
สำหรับองค์กรใหม่ ๆ จริงอยู่ คนเก่งอาจจะมองไม่เห็น หรือไม่อยากมาทำ "การซื้อใจ" เป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะคะ เราต้องใช้เสน่ห์ขององค์กรเล็ก มาซื้อใจ พวกเขาเหล่านั้น ให้คำสัญญาถึงการที่จะเติบโตไปด้วยกัน ให้พวกเขาได้แสดงความสามารถในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ทำให้พวกเขาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรา และได้ร่วมสร้างองค์กรไปกับพวกเรา
4. อย่าใช้เงินในเรื่องไม่จำเป็น
ขอถ้าขอได้ ยืมหากยืมได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้เงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุด (เฉพาะในสิ่งที่ไม่จำเป็นนะคะ) เราไม่ต้องการสิ่งของเลิศหรู เราแค่อยากได้สิ่งของที่ดูดี มี สไตล์ และอยู่ในราคาที่เหมาะสม ของเก่า ๆ บางชิ้น ก็ดูดีได้นะคะ เมื่อเราเริ่มต้นทำธุรกิจ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด แต่สำหรับเรื่องของลูกน้อง และลูกค้า อย่าขี้เหนียวกับพวกเขานะคะ
ยกตัวอย่างเช่น การ PR การทำโฆษณา เราก็สามารถที่จะทำได้ ลองดูว่าองค์กรที่มีงบมาก ๆ เขาทำกันอย่างไร แล้วลองทำเองได้นะคะ และอย่าดูถูกฝีมือของเด็กจบใหม่ เด็กฝึกงาน พวกเขาทำอะไรได้เยอะมาก ๆ โดยที่เราอาจจะนึกไม่ถึงเลยก็ได้
ดิฉันจำได้ว่า ตอนที่เริ่มงานใหม่ ๆ ในองค์กรใหญ่ ใช้เงินไม่เคยคิดเลย อยากได้ก็ซื้อ แต่พอมาทำธุรกิจของตัวเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่า วิถีการใช้เงิน จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดิฉันกลายเป็นคนที่คิดเยอะขึ้น เมื่อรู้ว่า เงินมันหายากขนาดไหน กลายเป็นว่า นิสัยซื้อของไม่คิด หายไปเลย แต่เรื่องของลูกน้อง และลูกค้า อย่าไปประหยัดนะคะ
5. รักษาชื่อเสียง ให้คนซื้อซ้ำ
ยิ่งองค์กรยิ่งเล็ก เรายิ่งต้อง ปกป้องชื่อเสียงของเรายิ่งชีวิต ขาดทุน ดีกว่าเสียชื่อนะคะ ทำให้คนพูดถึงในแง่ดี ว่าเรารับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ การแนะนำ นี่แหละหนทางแห่งการเติบใหญ่
มากไปกว่านั้น การทำให้ลูกค้าประทับใจ จากการให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ สร้างความพิเศษที่แตกต่างให้กับลูกค้า แถมบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของคุณที่ไม่ได้สร้างค่าใช้จ่ายเพิ่ม ให้กับคุณมากนัก สิ่งง่ายๆ เหล่านี้ อาจจะทำให้คุณชนะคู่แข่งใส ๆ เลยก็ได้ เช่นหากคุณทำอาหารญี่ปุ่น การเสริฟ์ ชาเขียวร้อนฟรีให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่มาทานที่ร้าน ในขณะที่ร้านคู่แข่งของคุณ ต้องซื้อเพิ่ม จริงอยู่ การทำเช่นนี้ จะทำให้เสียรายได้ไปบ้าง แต่ก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ชนะใจที่ทำให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งได้
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552
มาเขียนแผนธุรกิจกันเถอะ
สวัสดีครับ ทุกท่าน ในครั้งนี้ผมจะแนะนำให้รู้จักการเขียนแผนธุรกิจกันครับ
จะว่าไปแล้ว การลงมือทำงานอะไรขึ้นมาสักอย่างนึง จะต้องมีแผนการทำงานใช่มั๊ยละครับ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก งานใหญ่ งานระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงงานใหญ่ระดับประเทศ สาเหตุที่ต้องมีแผนการก็เพื่อต้องการให้งานสำเร็จทันตามเวลาที่กำหนด มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และสามารถเก็บรายละเอียดของงานได้ทั้งหมด
แผนธุรกิจก็เช่นเดียวกันครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นแผนการดำเนินการทำกิจกรรมต่างๆทางธุรกิจ โดยเริ่มตั้งแต่การก่อตั้ง จดทะเบียนธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาดกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์คู่แข่ง หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ตนเอง โดยแผนธุรกิจจะประกอบด้วย 4 หัวข้อหลักๆ ดังนี้ครับ
1. แผนการตลาด เป็นการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าของเรา ว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะนำเสนอต่อลูกค้านั้น สามารถตอบสนองความต้องการต่อลูกค้าได้หรือไม่ แผนการตลาดถือว่าสำคัญที่สุดครับ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจลูกค้า ผลิตสินค้าหรือเสนอบริการอะไร ก็จะไม่มีคนซื้อ แต่ตรงกันข้ามถ้าเราเข้าใจลูกค้าแล้ว การผลิตสินค้าหรือนำเสนอบริการอะไรก็ตาม ลูกค้าก็จะสนใจมากขึ้นครับ
2. แผนการผลิตหรือแผนการบริการ ส่วนนี้เป็นขั้นตอนในการผลิตสินค้า หรือการให้บริการของพนักงาน (ตามประเภทของธุรกิจ) ถือว่าสำคัญปานกลางครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำแผนธุรกิจนั้นไปเสนอต่อใคร ซึ่งผมจำอธิบายในตอนหน้านะครับ
3. แผนการเงิน ก็เป็นเรื่องของเงินๆทองๆนะครับ รายรับ รายจ่าย จุดคุ้มทุนของกิจการ เป็นต้น
4. แผนการจัดการองค์กร เป็นส่วนที่จะกำหนดว่าให้ใครทำหน้าที่อะไรในธุรกิจของเรา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัวครับ ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราว่าเราจะทำอะไร บางธุรกิจคนๆเดียวทำเกือบจะทุกหน้าที่เลยก็มี
อ่านแล็วก็พอจะเข้าใจหลักการของแผนธุรกิจกันแล้วใช่มั๊ยครับ ในครั้งต่อๆไปผมจะมาอัพบล็อคในส่วนที่มีความซับซ้อนของแผนธุรกิจให้มากขึ้นกว่านี้อีกนะครับ
จะว่าไปแล้ว การลงมือทำงานอะไรขึ้นมาสักอย่างนึง จะต้องมีแผนการทำงานใช่มั๊ยละครับ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก งานใหญ่ งานระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงงานใหญ่ระดับประเทศ สาเหตุที่ต้องมีแผนการก็เพื่อต้องการให้งานสำเร็จทันตามเวลาที่กำหนด มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และสามารถเก็บรายละเอียดของงานได้ทั้งหมด
แผนธุรกิจก็เช่นเดียวกันครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นแผนการดำเนินการทำกิจกรรมต่างๆทางธุรกิจ โดยเริ่มตั้งแต่การก่อตั้ง จดทะเบียนธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาดกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์คู่แข่ง หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ตนเอง โดยแผนธุรกิจจะประกอบด้วย 4 หัวข้อหลักๆ ดังนี้ครับ
1. แผนการตลาด เป็นการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าของเรา ว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะนำเสนอต่อลูกค้านั้น สามารถตอบสนองความต้องการต่อลูกค้าได้หรือไม่ แผนการตลาดถือว่าสำคัญที่สุดครับ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจลูกค้า ผลิตสินค้าหรือเสนอบริการอะไร ก็จะไม่มีคนซื้อ แต่ตรงกันข้ามถ้าเราเข้าใจลูกค้าแล้ว การผลิตสินค้าหรือนำเสนอบริการอะไรก็ตาม ลูกค้าก็จะสนใจมากขึ้นครับ
2. แผนการผลิตหรือแผนการบริการ ส่วนนี้เป็นขั้นตอนในการผลิตสินค้า หรือการให้บริการของพนักงาน (ตามประเภทของธุรกิจ) ถือว่าสำคัญปานกลางครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำแผนธุรกิจนั้นไปเสนอต่อใคร ซึ่งผมจำอธิบายในตอนหน้านะครับ
3. แผนการเงิน ก็เป็นเรื่องของเงินๆทองๆนะครับ รายรับ รายจ่าย จุดคุ้มทุนของกิจการ เป็นต้น
4. แผนการจัดการองค์กร เป็นส่วนที่จะกำหนดว่าให้ใครทำหน้าที่อะไรในธุรกิจของเรา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัวครับ ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราว่าเราจะทำอะไร บางธุรกิจคนๆเดียวทำเกือบจะทุกหน้าที่เลยก็มี
อ่านแล็วก็พอจะเข้าใจหลักการของแผนธุรกิจกันแล้วใช่มั๊ยครับ ในครั้งต่อๆไปผมจะมาอัพบล็อคในส่วนที่มีความซับซ้อนของแผนธุรกิจให้มากขึ้นกว่านี้อีกนะครับ
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ความสำเร็จขึ้นอยู่กับคุณ
ในปัจจุบัน ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อการประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่ต้องการอาชีพที่มีรายได้แน่นอน ได้รับการยอมรับจากสังคม เช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เป็นต้น มาเป็นการประกอบอาชีพโดยมุ่งหวังที่ผลลัพธ์เป็นหลัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแนวคิดของแต่ละคน ที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวดำรงชีพอยู่ได้ ตามคำคมประโยคหนึ่งที่ว่า "แมวจะสีขาวหรือสีดำก็ไม่เป็นไร ขอให้จับหนูได้เป็นพอ"
ผมก็เช่นเดียวกัน ในอดีตช่วงก่อนเรียนจบ เคยคิดฝันอนาคตตัวเอง ว่าจะต้องเป็นข้าราชการให้ได้ เพื่อความสบายในบั้นปลายชีวิต แต่ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนทีละนิดๆ หลังจากได้เห็นโลกกว้างขึ้น โอกาสที่มีมากขึ้นทุกวันๆ ความรู้สึกอยากรับราชการ เป็นมนุษย์เงินเดือนไปวันๆ เริ่มลดน้อยลง อยากหาธุรกิจเป็นของตนเองสักอย่างหนึ่ง ทำจนเกิดความชำนาญ มีชื่อเสียง และยังสามารถเป็นมรดกของตระกูลได้อีกด้วย
ถ้าคุณมีความคิดเหมือนผม อย่ารอช้านะครับ ความสำเร็จขึ้้นอยู่กับคุณ แต่คุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร
ผมก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองหวังไว้นะครับ
ผมก็เช่นเดียวกัน ในอดีตช่วงก่อนเรียนจบ เคยคิดฝันอนาคตตัวเอง ว่าจะต้องเป็นข้าราชการให้ได้ เพื่อความสบายในบั้นปลายชีวิต แต่ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนทีละนิดๆ หลังจากได้เห็นโลกกว้างขึ้น โอกาสที่มีมากขึ้นทุกวันๆ ความรู้สึกอยากรับราชการ เป็นมนุษย์เงินเดือนไปวันๆ เริ่มลดน้อยลง อยากหาธุรกิจเป็นของตนเองสักอย่างหนึ่ง ทำจนเกิดความชำนาญ มีชื่อเสียง และยังสามารถเป็นมรดกของตระกูลได้อีกด้วย
ถ้าคุณมีความคิดเหมือนผม อย่ารอช้านะครับ ความสำเร็จขึ้้นอยู่กับคุณ แต่คุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร
ผมก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองหวังไว้นะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)